นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรกล่าวว่า การเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหภาพยุโรป เพื่อกำหนดแนวทางหลังครบระยะเปลี่ยนผ่านจากการเบร็กซิต “เป็นอันยุติ” และพร้อมเดินหน้าต่อไป “โดยปราศจากข้อตกลง”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 17 ต.ค. ว่านายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน กล่าวเมื่อวันศุกร์ ว่านับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ปีหน้า สหราชอาณาจักรต้องเตรียมพร้อมสำหรับการเจรจาการค้ากับสหภาพยุโรป ( อียู ) ในรูปแบบเดียวกับออสเตรเลีย “ซึ่งมีข้อจำกัด” และในขณะเดียวกัน สหราชอาณาจักรต้องเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นชาติที่มีเสรีทางการค้า ภายใต้การควบคุม และดำเนินการตามกรอบของกฎหมายแห่งราชอาณาจักร
 
จอห์นสันกล่าวต่อไปว่า อียูยังคงต้องการควบคุม “เสรีภาพในการใช้อำนาจตามกระบวนการ”  เสรีภาพด้านนโยบายประมงของสหราชอาณาจักร และอีกมากมายหลายด้าน โดยปฏิเสธข้อเรียกร้องของสหราชอาณาจักร ซึ่งขอให้แนวทางการเจรจาข้อตกลงการค้าฉบับใหม่ เป็นไปในรูปแบบเดียวกับที่อียูเจรจา “เป็นพันธมิตร” กับแคนาดา ดังนั้นการเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่าย “ถือว่าจบสิ้นแล้ว” เพราะอียูยังไม่ปรับเปลี่ยนแนวทางการเจรจาของตัวเอง
 
ท่าทีดังกล่าวของผู้นำสหราชอาณาจักรซึ่งหมายถึงการออกจากระบบตลาดเดียว เกิดขึ้นหลังการประชุมผู้นำ 27 ประเทศสมาชิกอียู ที่กรุงบรัสเซลส์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เสนอให้มีการพบหารือรอบใหม่ที่กรุงลอนดอน โดยนายมิเชล บานิเยร์ หัวหน้าคณะทำงานด้านสหราชอาณาจักรของอียูจะเดินทางไปด้วยตัวเอง ขณะที่นายชาร์ล มิเชล ประธานคณะมนตรียุโรป ยืนยันว่าอียู “ต้องการมีข้อตกลงเป็นรูปธรรม” กับสหราชอาณาจักร ก่อนวันที่ 1 ม.ค. 2564 ครบ 1 ปีพอดีของช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน
 
อนึ่ง อียูและสหราชอาณาจักรต้องการบรรลุข้อตกลงว่าด้วย “มาตรการอื่นที่ไม่ใช่มาตรการภาษี” เพื่อรักษาความร่วมมือทางการค้าระดับทวิภาคีไว้ด้วยกันต่อไป หากไม่สามารถตกลง หรืออย่างน้อยประนีประนอมกันได้ ทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตามกฎขององค์การการค้าโลก ( ดับเบิลยูทีโอ ) หมายความว่ามาตรการทางภาษีต้องเกิดขึ้น